สวทช. ร่วมกับ TMA เปิดประเด็นนวัตกรรมอาหารเพื่อมนุษยชาติ ตอกย้ำยุทธศาสตร์ประเทศไทยสู่ครัวโลก



 เพื่อเตรียมการสู่อนาคตและสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมืองนวัตกรรมอาหาร หรือฟู้ดอินโนโพลิส สังกัดสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้จัดงานประชุมนานาชาติ Food Innopolis International Symposium 2019 ขึ้นเป็นครั้ง 2 ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 9 - 14 พฤศจิกายน 2562 เพื่อตอกย้ำความสำคัญของนวัตกรรมอาหารและกระบวนการเกษตรอุตสาหกรรม และกระบวนการการผลิตอาหารที่ยั่งยืน โดยปีนี้มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน จากประเทศไทยและจากทั่วโลก เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและถ่ายทอดประสบการณ์ ภายใต้แนวคิด “FROM TRADITION TO INNOVATION – The Art & Science of Food”  
           
 ผศ.ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กำกับดูแลและบริหารงานเมืองนวัตกรรมอาหาร กล่าวว่า “ปัจจุบันอุตสาหกรรมหรือธุรกิจอาหารในประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) อยู่ที่ร้อยละ 8.4 และมีสัดส่วนแรงงานสูงถึง 40 ล้านคน จากจำนวนประชากรในประเทศไทย 69 ล้านคน นวัตกรรมที่เข้ามาและที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจึงมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับทุกวงการ ในการนี้อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรจำเป็นจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่พฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนยุคใหม่ที่ต้องการอาหารสะอาด สะดวก และรวดเร็ว จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนที่มีคุณภาพ และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องมาหารือและร่วมกันเพื่อมองหาทางออกที่ดีที่สุด  ถือเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่จะต้องปรับตัวเพื่อเตรียมรองรับโลกในอนาคต”  


          
สำหรับ นางสาววรรณวีรา รัชฎาวงศ์ กรรมการบริหาร สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ผู้ร่วมจัดงานกล่าวว่า    “TMA ในฐานะที่ผลักดันเรื่องการยกระดับขีดความสามารถของประเทศมาตลอดระยะเวลา 12 ปี  ซึ่ง ตระหนักดีว่าอุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (Strategic Sector) สำคัญของประเทศไทย เพราะประเทศเราเป็นประเทศที่มีพื้นฐานอยู่บนเกษตรอุตสาหกรรมถ้าเราสารถช่วยด้านนี้จะเป็นการช่วยประเทศได้มาก ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรให้มีมูลค่ามากขึ้น  สำหรับโครงการในครั้งนี้ก็ประสบผลสำเร็จมีหลายคนเข้ามามากมาย มีวิทยากรเข้ามาจากหลายประเทศ โดยเฉพาะ อิสราเอลมาครั้งแรก และที่สำคัญประเทศในแถบเพื่อนบ้านเราก็มาซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดี  ”   สำหรับผู้ประกอบการก็ให้ความช่วยเหลือแนะนำเสนอมุมมองและกระบวนการต่าง ๆ  เช่นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตลอดจนขับเคลื่อนธุรกิจ ด้วยองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม
           
ด้าน มร.แบรดลี่ย์ คริท ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย Future 50 Research, Institute for the Future (IFTF), U.S.A ได้คาดการณ์ภาพอนาคตของอาหารว่า สิ่งที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารในอนาคตมี 2 ประการใหญ่ ๆ ประการแรก การนำอาหารเข้าสู่ระบบดิจิทัล จะก่อให้เกิดสงครามทรัพย์สินทางปัญญา มีผลต่อการส่งเสริมการสร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงลักษณะของนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไป  ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อแรงงานภาคเกษตรและการเพาะปลูกพืชแบบดั้งเดิม รวมถึงสร้างความเสี่ยงมหาศาลพร้อมแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบกับอีกหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความอดอยาก สงคราม และสภาพการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาต่าง ๆ  ทั้งหมดนี้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในกรรมวิธีการผลิต การบรรจุหีบห่อ และการจำหน่ายอาหาร รวมทั้งจำเป็นต้องมีกระบวนการแนวใหม่ในการสร้างนวัตกรรม ในส่วนของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยืน ภายใต้แนวคิดขององค์การสหประชาชาติ (UN SDG’s)  หนึ่งใน17 เป้าหมายเป็นเรื่องของการขจัดความหิวโหย ซึ่งพันธมิตรหลากหลายภาคส่วนจากนานาประเทศก็ได้ร่วมกันขับเคลื่อนแนวทางปฏิรูปด้านความมั่นคงทางอาหารของประชาคมโลก 
         
ในการนี้ มร.มาร์ค บัคลี่ย์ ที่ปรึกษาโครงการ เป้าหมายพัฒนาอย่างยั่งยืน องค์การสหประชาชาติ และนักอนาคตวิทยาด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ องค์การสหประชาชาติ สมาชิก Expert Network for the World Economic Forum และผู้ก่อตั้งALOHAS Resilience Foundation, Germany ชี้ว่าอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดมหึมาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงประชากรโลก จำเป็นจะต้องปฏิวัติระบบการผลิตใหม่ทั้งกระบวนการ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงที่สุด 
 “เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การจะพลิกสถานการณ์ได้ไม่ใช่เรื่องการจะเลือกผลิตอะไรหรือเลือกบริโภคอะไร หากแต่ขึ้นอยู่กับว่า เราจะผลิตอาหารอย่างไร ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดบนโลกใบนี้ การร่วมมือกันปฏิวัติอุตสาหกรรมอาหารในลักษณะพลิกกระบวนการโดยทุกประเทศทั่วโลก จะเป็นสิ่งที่หยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงและฟื้นสภาพภูมิอากาศให้เข้าสู่ภาวะที่เคยเป็น และจะช่วยแก้ปัญหาความทุกข์ทนจากความอดอยาก ปัญหาด้านสุขภาพ วิกฤติสภาพอากาศ และประเด็นความท้าทายอื่น ๆ ที่โลกต้องเผชิญ” มร.มาร์ค บัคลี่ย์ กล่าวในที่สุด







Post a Comment

0 Comments