“ดร.ธัชพล กาญจนกูล” ปฎิบัติการเชิงรุก บ้านถูกทั่วไทย &Social Bond



หากจะกล่าวถึงหน่วยงานหรือองค์กรภาครัฐผู้มีบทบาทในการสร้างที่อยู่อาศัยและพัฒนาให้เป็นชุมชนที่มากด้วยคุณภาพ หลายคนจะต้องนึกถึงหน่วยงาน “การเคหะแห่งชาติ” กับโครงการต่างๆ ทั้งน้อยใหญ่ที่มุ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง พร้อมทั้งยังเป็นหน่วยงานที่ส่งมอบโอกาสในการสร้างอาชีพและคุณภาพชีวิตในชุมชนให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ผ่านโครงการตลาดประชารัฐ ซึ่งผลงานที่ผ่านมาทำสำเร็จแล้วหลายโครงการ

 



เกือบ 4  ปีบนเก้าอี้ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) “ดร.ออด-ธัชพล กาญจนกูล” ผู้บริหารสูงสุด ที่มีดีกรีเคยเป็นอดีตรองผู้อำนวยการธนาคารออมสินมาก่อน ได้สะสมประสบการณ์ในฐานะนายแบงก์จากหลายๆ ที่นำมาใช้กับการพัฒนาองค์กรรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเป็นหลัก

ปี  2563 ก้าวสู่ปีที่สามในการเป็นผู้นำองค์กรรัฐวิสาหกิจแห่งนี้ โดยเทอมการบริหารงาน 4 ปี ยังคงมีจุดยืนเน้นอยู่ที่การปรับภาพลักษณ์ของการเคหะแห่งชาติ สู่เวอร์ชั่นใหม่ ภายใต้ธีมคอนเซ็ปต์ “Year of Innovation and Quality”

จาก 3 ปีที่ผ่านมา ทำงานสำเร็จตามที่ได้รับมอบจากนโยบายรัฐสมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หลายเรื่อง เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่ การเคหะแห่งชาติเป็นองค์กรหลักด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ชุมชน และเมือง เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนของสังคมไทย

แผนยุทธศาสตร์ 5 ด้านที่นำมาปรับใช้ คือการพัฒนาที่อยู่อาศัย, คุณภาพชีวิต, เพิ่มโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงการซื้อบ้านได้ ส่งโพสต์ไฟแนนซ์ (สินเชื่อลูกค้ารายย่อย) ให้กับแบงก์, สิ่งที่จะทำมากขึ้นก็คือ เพิ่มพอร์ตเช่าซื้อให้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือใหม่ที่นำมาใช้ในการบริหารงาน คือ “กองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย” ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
จากผลงานดังกล่าวล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) การันตีฝีมือการบริหารงาน ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ซึ่งในปีนี้ การเคหะแห่งชาติได้คะแนน 88.02 หรืออยู่ในระดับ A และนับเป็นปีที่ 3 ที่คะแนน ITA เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2561 ได้คะแนน 85.53 และปี 2560 ได้คะแนน 77.92 และสำหรับปีนี้มีหน่วยงานภาครัฐและองค์กรส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมประเมิน 8,299 หน่วยงาน และมีรัฐวิสาหกิจเข้าร่วมประเมิน จำนวน 54 หน่วยงาน

 การเคหะแห่งชาติยึดถือและขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาที่อยู่อาศัยควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามหลักการและแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล จำนวน 7 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติหน้าที่ (Accountibity) ด้านความสำนึกในหน้าที่ด้วยขีดความสามารถและประสิทธิภาพที่พอเพียง (Responsibility) ด้านการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยสุจริตและให้เกิดความเท่าเทียม (Equitable Treatment) ด้านความโปร่งใสในการดำเนินงาน สามารถตรวจสอบได้ (Transparency) ด้านการมีวิสัยทัศน์ (Vision) ด้านการส่งเสริมพัฒนาการกำกับดูแล มีคุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมองค์กรที่ดีในการดำเนินกิจการ (Ethics) และด้านการมีส่วนร่วม (Participation)

“.การเคหะแห่งชาติจะรักษามาตรฐานการดำเนินงานต่างๆ ด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล และจะปรับปรุงคุณภาพการให้บริการและผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐาน และมีความมั่นคงของการอยู่อาศัยในทุกมิติต่อไป” ดร.ธัชพล กล่าวในที่สุด

ทั้งหมดทั้งมวลโครงการต่างๆ จะเดินหน้าต่อไม่ได้เลย หากขาดผู้เป็นหัวเรือใหญ่ที่คอยกุมบังเหียนและบังคับทิศทางเรือลำนี้ให้สามารถเดินไปในทิศทางที่กำหนดไว้ “ดร.ธัชพล กาญจนกูล” ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กับภารกิจการนำพาองค์กรทำงานเพื่อประชาชนและสังคมนับจากนี้ไป
เดินหน้าการทำงานเชิงรุกต่อ ในปี  2563 มอบของขวัญปีใหม่โครงการ “บ้านถูกทั่วไทย”   ให้กับประชาชนกับแคมเปญ “เช่าทั่วไทย” 10,000 หน่วยทั่วประเทศ เริ่มต้นเพียงเดือนละ  999 บาท  โดยเปิดจองสิทธิเช่าผ่านระบบออนไลน์ เริ่มตั้งแต่วันที่  9 มกราคม – 30 มิถุนายน 2563 มีโครงการเข้าร่วม 10,000 หน่วย แบ่งออกเป็นบ้านเช่าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 6,500 หน่วย  ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร และบ้านเช่าในพื้นที่ภูมิภาค จำนวน  3,500 หน่วย เช่น เชียงใหม่ ลำปาง ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา  สระบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ หนองคาย ภูเก็ต และสงขลา เป็นต้น

แนวคิดโครงการบ้านถูกทั่วไทย 
โครงการนี้ ดร.ธัชพล กล่าวว่า จะคัดอาคารคงเหลือของการเคหะฯ ทั้งหมดมาปล่อยให้เช่า จากเดิมที่ขายไม่ได้ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้ค่อนข้างขายยาก และสาเหตุที่สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อให้กับผู้ที่มาขอซื้อบ้าน การเคหะฯจึงต้องปรับเปลี่ยนนโยบายจากการขายโครงการมาเป็นการปล่อยให้เช่าในอัตราค่าเช่าที่ถือว่าถูกมาก โดยเรามีอาคารเช่ากว่า 2,000 หน่วย ที่เหลือจะเป็นอาคารสำหรับขายซึ่งขณะนี้ก็ได้โอนมาเป็นปล่อยให้เช่าด้วย คาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเริ่มต้นค่าเช่าที่เดือนละ  999 บาท

โครงการบ้านถูกทั่วไทยมีประมาณกว่า 100 โครงการทั่วประเทศ รวมจำนวน 10,000 หน่วย เริ่มต้นให้เช่าที่เดือนละ 999 บาท, 1,200 และ 1,500 บาท ตามลำดับ จากที่ผ่านมาค่าเช่าเดิมเริ่มต้นที่ 2,000-3,000 บาทต่อเดือน ที่มาของโครงการนี้เริ่มจากที่เห็นปัญหาว่าธุรกิจอสังหาฯ เริ่มขายยากขึ้น จากกรณีที่ผู้ซื้อยื่นขอสินเชื่อธนาคารแล้วไม่ผ่านการอนุมัติ ทำให้ยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ค่อนข้างทำได้ยากเพราะไม่สามารถทำให้คนมีที่อยู่อาศัยได้

ดังนั้น เราจึงเปลี่ยนรูปแบบโดยมี 2 แนวทาง คือ ผลิตบ้านราคาถูกเริ่มต้นที่ 300,000 บาท แต่โครงนี้ต้องใช้เวลาเพราะต้องผลิตบ้านออกมาให้พร้อมก่อน และต้องทดสอบใช้ระบบก่อนโดยจะเริ่มทดลองระบบช่วงต้นปี 2563 นี้ กับอีกแนวทาง คือ หาพื้นที่ในแต่ละทำเลมาทำโครงการ แต่เนื่องจากทำเลสำคัญราคาจะสูงและต้นทุนค่าก่อสร้างจะสูงขึ้นด้วย โครงการนี้จึงต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนจึงจะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง ฉะนั้นช่วงปีใหม่เราจึงนำเอาสต๊อกที่อยู่อาศัยที่มีอยู่แล้วมาคิดเป็นโครงการ บ้านถูกทั่วไทย โดยแบ่งเป็น

1.บ้านเช่า จากโครงการที่มีทั้งหมดมาแปลงเป็นบางส่วนจากขายเปลี่ยนมาเป็นให้เช่า และปรับราคาลดลงซึ่งถือว่าถูกมาก เริ่มต้น 999 บาท/เดือน ซึ่งกลุ่มที่จะไปกู้แบงก์และคิดว่าไม่ผ่านแน่ อาจจะปรับพฤติกรรมมาเช่าก่อน อีกโมเดล คือ เช่าแล้วสามารถแปลงมาเป็นซื้อได้ หรือที่เรียกว่า Rent to Buy เช่น ลูกค้าเช่ามาประมาณ 1 ปี แล้วอยากจะซื้อก็สามารถมาเจรจาขอซื้อโดยนำค่าเช่าที่จ่ายมาก่อนหน้ามาวางเป็นเงินดาวน์ เช่น หากผ่อนมาแล้ว 100,000 บาท ก็อาจจะลดให้ 50 % หรือ 50,000 บาท เป็นเงินดาวน์ เป็นต้น ซึ่งจะต่อเนื่องไปจนถึงสามารถยื่นกู้กับธนาคารพาณิชย์ได้ในอนาคตอีกด้วย

ข้อดีของโครงการนี้ คือ ช่วยระบายสต๊อกที่เรามีอยู่ เพราะสามารถกระตุ้นผู้ต้องการมีบ้านให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังจะประสานกับบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์มาให้ลูกค้าเลือกและสามารถสั่งได้เลย โดยจะมีห้องตัวอย่างให้ลูกค้าดูเพื่อพิจารณาโดยให้ราคาพิเศษ หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ จะทำให้จำนวนอาคารคงเหลือลดน้อยลงได้ตามเป้าหมาย ทำให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น คาดว่าแนวทางของเราจะสามารถแก้ปัญหาและตอบโจทย์ได้ตรงจุด

“แต่สิ่งที่ต้องรีบดำเนินการ คือ การเข้าไปซ่อมแซมเนื่องจากอาคารที่ขายไม่ได้เป็นเวลานานจะเก่าต้องทำการปรับปรุงรีโนเวทใหม่ ซึ่งเป็นข้อดีคือเราได้เงินจากการเช่ามาแล้วนำมาซ่อมแซม ซึ่งหากโครงการนี้ผ่าน ครม.ก็จะรีบดำเนินการทันที โดยจะแบ่งดำเนินการเป็นเฟสๆ ตอนนี้วางไว้ทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อีกส่วนก็จะเป็นระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ต้องดูมติ ครม.ก่อนว่าอนุมัติหรือไม่ และเมื่อเปิดตัวแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ส่วนเรื่อง NPL แน่นอนว่ามีอยู่แล้ว แต่มีแค่ประมาณ 3 % เท่านั้น นอกจากนี้ เรายังมีกลยุทธ์รองรับอีก เช่น ถ้าโซนไหนน่าสนใจอาจมีผู้ประกอบการที่ต้องการเหมาซื้อเป็นอาคารแล้วนำไปให้เช่าต่อก็ได้ ซึ่งจะช่วยให้ระบายสต๊อกที่มีด้วย และอาจไม่ต้องไปเสียงบประมาณซ่อมบำรุงด้วยเนื่องจากผู้ประกอบการเหมาช่วงได้ดำเนินการอยู่แล้ว”
   
2.บ้านสำหรับขาย  จะคัดโครงการที่ยังคงค้างเป็นสต๊อกทั่วประเทศมาขายในราคาเริ่มต้น 250,000-420,000 บาท ในพื้นที่กว่า 20 ตร.ม.เป็นโครงการในยุคเก่าที่จะนำมารีโนเวทปรับปรุงพร้อมขาย โดยจะเป็นโครงการที่กระจายอยู่ทั่วประเทศเช่นกัน โดยระยะโครงการภายใน 1 ปี ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้ หากโครงการนี้ได้รับการอนุมัติผมไม่กลัวการส่งมอบเลย เพราะหากขายไม่ได้ก็ปล่อยให้เช่าเหมาไป
   
3. มาตรการ 0.01 คือ ลดค่าจดจำนอง ค่าธรรมเนียมการโอนเหลือ 0.01 % ที่รัฐอนุมัติไปเมื่อ 1-2 เดือนที่ผ่านมา จาก 1 ล้านบาท เป็น 3 ล้านบาท ซึ่งทางเราก็ทำอยู่แล้วแต่จะมีเพิ่มเติม เช่น โปรโมชั่นจับแจก ทีวี ตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น โดยยังมีคนที่ค้างกับเราอยู่อีกราว 60,000 กว่าราย และอาจจะมีโครงการบ้าน 3 แสน ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการต่อจากช่วงหลังปีใหม่ ซึ่งภายในเดือนมกราคมนี้จะมีบ้านตัวอย่างโดยจะมี 3 หลัง คาดว่าจะแล้วเสร็จ 1 หลัง จากเดิมจะทำรูปแบบเป็นบ้านประหยัด แต่ตอนนี้จะทำรูปแบบเป็นบ้านเพื่อผู้สูงอายุ

คลิกออฟ Social Bond
ดร.ธัชพล เปิดเผยว่า ขณะนี้การเคหะฯ อยู่ระหว่างการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการออกพันธบัตรเพื่อพัฒนาสังคม หรือ Social Bond วงเงิน 6,900 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อนำเงินมาดำเนินการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย และเพื่อนำเงินมาปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนผ่านโครงการเช่าซื้อ คาดว่าจะสามารถออกพันธบัตรเพื่อพัฒนาสังคมได้ในปีนี้
ที่ผ่านมายอมรับว่าการเคหะฯ เผชิญ กับปัญหายอดปฎิเสธสินเชื่อจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พุ่งขึ้นสูงถึง 70% จากการก่อนหน้านี้จะมียอดปฎิเสธการขอสินเชื่ออยู่ที่ 30-50% โดยมีสาเหตุมาจากนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้ออกมาตรการ LTV (Loan to Value : LTV ratio) ประกอบกับได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ของการเคหะฯ เอง ที่เดิมจะการันตีรับซื้อหนี้คืนภายใน 5 ปี กรณีลูกหนี้มีปัญหาหนี้เสียซึ่งการเคหะฯ ได้เปิดวงเงินโอดี กับ ธอส. 2,000 ล้านบาท และเงินจากการเคหะฯ อีก 2,000 ล้านบาท

สินเชื่อจากแบงก์สูงขึ้น ขณะเดียวกันสภาพ เศรษฐกิจ รวมถึงกำลังซื้อที่ชะลอตัวก็มีส่วนในการพิจารณาสินเชื่อ”

“วิธีการแก้ปัญหาของเรา คือด้วยการให้ลูกค้าเปลี่ยนมาเป็นเช่าซื้อและผ่อนกับการเคหะฯ ไปสัก 2-3 ปี แล้วค่อยส่งต่อสู่ระบบขอสินเชื่อกับธนาคาร ที่ผ่านมาเราเคย ของบอุดหนุนจากรัฐบาลกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อมาแก้ปัญหาการปฎิเสธสินเชื่อของแบงก์ แต่ได้รับอนุมัติมาเพียง 300 ล้านบาทเศษซึ่งไม่เพียงพอ” ดร.ธัชพล กล่าว

นโยบาย 4.0 พัฒนาการเคหะฯยุคใหม่
ปีนี้เราจะเน้นเรื่องนวัตกรรมในโลกยุคดิจิทัล เริ่มแรกดำเนินการจะต้องพัฒนาเรื่องของ...


1. บุคลากร (People) หรือการปรับ Mind Set บุคลากรในองค์กร โดยจะพยายามถ่ายทอดวิสัยทัศน์และมุมมองการดำเนินงานต่อไป

2.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร (Process) หรือโครงสร้างองค์กรโดยการเพิ่มสายงานดูแลเรื่องระบบดิจิทัลเฉพาะและโดยตรง มีการนำเอาระบบต่างๆ เข้ามาใช้ให้มากขึ้นทำให้การดำเนินงานในยุคดิจิทัลที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น

3.พัฒนาแบบบ้านยุคดิจิทัล (Product) โดยออกแบบให้เข้ากับยุคดิจิทัล เช่น การจองบ้านผ่านช่องทางออนไลน์ หรือโปรดักส์ในการก่อสร้าง การออกแบบแบบบ้านโดยใช้ระบบ 3 มิติ การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะมีผลต่อเนื่องในอนาคตมีครงสร้างบ้านสำเร็จรูป (Precast ) หรือการนำเอาระบบ Universal Design (UD)  มาใส่เข้าไปในแบบบ้านให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่ม ล่าสุดเราได้ MOU กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในการนำเอา Solar Rooftop คือการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านมาใช้ ดังนั้น ต่อไปบ้านที่อยู่อาศัยจะล้อไปกับนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้มีผลในเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่าย สรุปรวม คือ อยู่ในรูปแบบ 3P (PPP) ในแง่ของทิศทางที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและดิจิทัลหรือ 3P หรือ 4P ไปเลย

“รูปแบบการทำงานก็จะต้องร่วมมือกับภาคเอกชนโดยดึงให้เข้ามาร่วม ซึ่งจากความร่วมมือในครั้งนี้จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างในปีนี้ โดยทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้โจทย์มาว่าถ้าไม่สามารถดำเนินโครงการได้เองเนื่องมาจากต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนทำให้เสียเวลา การร่วมมือกับภาคเอกชนจะช่วยลดขั้นตอนการดำเนินโครงการได้ โดยอาจจะไปดูวิธีว่าจะแบ่งเฟสในรูปแบบแปลงย่อยได้หรือไม่ หากแบ่งย่อยได้ก็ไม่จำเป็นต้องนำเรื่องเข้ากระทรวงให้เอกชนเข้ามาจัดการได้เลย”
 
แผนการดำเนินงานในปี 2563
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า เราจะขับเคลื่อนไปในทางดิจิทัล โดยจะมีศูนย์นวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัยและบริการงานขาย (NHA INNOVATION CENTER) ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว ได้จัดโครงการประกวด “สุดยอดนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย” (Smart Living) ซึ่งหากได้ผู้ชนะแล้วเราก็จะนำผลงานไปไว้ที่ศูนย์นวัตกรรมฯ ใครที่สนใจก็สามารถมาติดต่อขอรายละเอียดได้ ซึ่งเรายังได้ส่งเสริมในเรื่องของสตาร์ทอัพโดยมีสถาบันการเงินมาให้การสนับสนุน จะมีธนาคารออมสินร่วมให้การสนับสนุน
“นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ข้อมูลที่อยู่อาศัยที่ทางการเคหะแห่งชาติจัดทำขึ้น โดยอาศัยแหล่งข้อมูลใหญ่ 2 แหล่ง คือ แหล่งข้อมูลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับ กระทรวงการคลัง โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 2563 สามารถเชื่อมโยงกับกระทรวงอื่นๆได้ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัล เป็นต้น และต่อไปก็จะดำเนินการเป็น Big Data ในอนาคต ซึ่งขณะนี้เราได้ดำเนินการไปพอสมควรแล้ว”

มุมมองเรื่องที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย
หากถามถึงวิสัยทัศน์ในแง่ขององค์กรการเคหะฯ เราจะเป็นองค์กรที่มีสมรรถนะสูงในการพัฒนาชุมชนและเมือง ซึ่งต่อไปจะมีการฟื้นฟูเมืองมากขึ้น เนื่องจากในขณะนี้สังคมเมืองในประเทศไทยโตขึ้นมานานแล้ว อย่างเช่นที่ประเทศญี่ปุ่น จะมีหน่วยงานหนึ่งคอยดูแลเรื่องการปรับปรุงเมือง และของไทยเราเองต่อไปจะต้องมี ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นรูปแบบโครงสร้างเป็นภายในกองเดียว ดังนั้น ต่อไปอาจจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นโครงสร้างใหม่โดยปรับเป็นสายงานด้วยเช่นกัน เมื่อปรับเปลี่ยนเป็นสายงานแล้ว ก็จะมีงบประมาณการดำเนินการมากขึ้น ทำให้มีกำลังที่จะเข้าไปฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็น แถวห้วยขวาง สำหรับรูปแบบการอยู่อาศัย คือ

1.จะเป็นแบบการฟื้นฟูเมืองมากขึ้น ให้กลายเป็นเมืองที่มีความครอบคลุมทั้งโครงการ ความปลอดภัย และความมั่นคงต่อชีวิตและทรัพย์สิน นำไปสู่ความยั่งยืน สู่การพัฒนาโครงการสู่การเป็น SMART CITY
   
2.รูปแบบการบริหาร เราจะเปลี่ยนจากผู้ดำเนินการ (Operator) มาเป็นผู้ควบคุม (Regulator) แล้วค่อยๆ ปรับให้เป็นผู้อำนวยความสะดวก(Facilitator) หรือผู้ประสานงาน (Coordinator) โดยทำหน้าที่ประสานและร่วมบูรณาการกับทุกหน่วยงานได้ หรือต้องเข้าร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อที่จะได้ภาคีเครือข่ายในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย เช่น เมื่อเป็นโครงการ PPP เอกชนก็จะได้เมืองขนาดใหญ่ที่มีความทันสมัย เมื่อไปร่วมกับหน่วยงานภาครัฐก็จะได้โครงการบ้านข้าราชการที่ตรงกับความต้องการ อาจจะใกล้ที่ทำงาน หรือหากไปร่วมกับท้องถิ่นก็จะได้รูปแบบบ้านที่อยู่อาศัยที่ตรงกับความต้องการของคนในชุมชน
   
“เพราะฉะนั้น เราจะทำในรูปแบบของการร่วมมือกันระหว่างภาคีเครือข่าย ซึ่งขณะนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ และต้องผ่านการพิจารณาจากหลายหน่วยงานซึ่งต้องใช้เวลามาก ไม่เหมือนกับภาคเอกชนที่สามารถตัดสินใจและดำเนินการได้ทันที ที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่สำคัญของชาติ เพราะเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงเกี่ยวกับเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต เรื่องการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องแทบทั้งหมด จึงควรที่จะขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ นอกจากนี้ งานด้านที่อยู่อาศัยเป็นงานที่กระจัดกระจายและสับสนไปหมด จึงควรจะบูรณาการเข้ามาอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน”
   
และนี่คือวิสัยทัศน์ของผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติผู้มากด้วยความสามารถและมีปณิธานที่แน่วแน่ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและชุมชนให้ก้าวสู่การเป็นชุมชนที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ผ่านโครงการต่างๆ ที่ไม่ว่าจะร่วมมือกับองค์กรไหน จะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ก็เชื่อมั่นได้เลยว่า ทุกโครงการที่ผู้ว่าการเคหะฯมือฉะมังท่านนี้พัฒนา จะสามารถสัมฤทธิ์ผลได้ และยังเป็นโครงการที่สร้างประสิทธิผลให้กับประชาชนในชุมชนได้เป็นอย่างดี ดังปรากฎผลงานที่ผ่านมา ส่วนจะมีผลงานโครงการอะไรเพิ่มเติมในช่วงเวลาข้างหน้านั้น เราคงต้องติดตามกันต่อไป

Post a Comment

0 Comments